
รถเหินน้ำเกิดจากอะไร? รู้ทันอาการก่อนเสียการควบคุม
ขับรถผ่านน้ำขังบนถนนช่วงฝนตกหนักแล้วรู้สึกว่าพวงมาลัยเบาหวิวไปชั่วขณะ เหมือนรถลอยอยู่เหนือถนนแทนที่จะเกาะพื้นเหมือนปกติ อาการนี้เรียกว่ารถเหินน้ำหรือ Hydroplaning ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานการณ์อันตรายที่สุดขณะขับรถหน้าฝน
บทความนี้อธิบายกลไกที่ทำให้เกิดอาการเหินน้ำ สัญญาณเตือนที่สังเกตได้ วิธีรับมือถ้าเกิดขึ้นกะทันหัน และวิธีลดความเสี่ยงก่อนออกเดินทางในสภาพถนนเปียก
รถเหินน้ำเกิดเมื่อชั้นน้ำบนถนนสะสมเร็วกว่าที่ร่องดอกยางจะระบายออกทัน ทำให้ยางลอยอยู่บนน้ำแทนที่จะสัมผัสพื้นถนนโดยตรง ปัจจัยเสี่ยงคือดอกยางตื้น ลมยางอ่อน ขับเร็วเกินไป และน้ำขังลึก หากเกิดขึ้นให้ค่อย ๆ ถอนคันเร่ง ห้ามเบรกแรงหรือหักพวงมาลัยกะทันหัน ประคองพวงมาลัยตรงจนยางกลับมาเกาะถนนอีกครั้ง
สารบัญ
กลไกของการเหินน้ำ
ยางรถยนต์ถูกออกแบบให้มีร่องดอกยางทำหน้าที่รีดน้ำออกจากใต้หน้ายางขณะขับผ่านถนนเปียก เพื่อให้เนื้อยางยังสัมผัสกับผิวถนนได้โดยตรง แต่เมื่อปริมาณน้ำบนถนนมากเกินกว่าร่องดอกยางจะระบายทัน โดยเฉพาะที่ความเร็วสูง น้ำจะสะสมเป็นชั้นบาง ๆ อยู่ใต้หน้ายางแทน ทำให้ยางลอยขึ้นจากผิวถนนจริงชั่วขณะ
เมื่อยางไม่ได้สัมผัสถนนโดยตรง แรงเสียดทานที่ใช้ควบคุมทิศทางและการเบรกจะหายไปแทบทั้งหมด รถจึงตอบสนองต่อพวงมาลัยและเบรกช้าลงหรือแทบไม่ตอบสนองเลยในช่วงเวลานั้น
ปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงเหินน้ำมากขึ้น
ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงมีทั้งจากสภาพยางและพฤติกรรมการขับ
- ดอกยางตื้นหรือใกล้หมดอายุ รีดน้ำได้น้อยลงกว่ายางที่ดอกยางลึกสมบูรณ์ อ่านวิธีเช็กที่ ดอกยางเหลือเท่าไหร่ควรเปลี่ยน
- ลมยางอ่อนกว่าค่ากำหนด ทำให้หน้าสัมผัสยางเปลี่ยนรูปและรีดน้ำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
- ขับเร็วเกินไปสำหรับสภาพถนนที่มีน้ำขัง ยิ่งเร็วยิ่งมีเวลารีดน้ำน้อยลง
- น้ำขังลึกเป็นแอ่งตามร่องล้อรถที่วิ่งผ่านบ่อย มักพบตามช่องจราจรที่การระบายน้ำไม่ดี
- ยางเก่าหรือเสื่อมสภาพทั่วไปแม้ดอกยางจะยังพอมีอยู่
สัญญาณเตือนขณะขับ
สัญญาณที่บอกว่ากำลังเข้าสู่ภาวะเหินน้ำมักเกิดขึ้นเร็วและควรจับสังเกตให้ทัน ได้แก่พวงมาลัยรู้สึกเบาหวิวหรือไม่ตอบสนองต่อการหมุนเหมือนปกติ เครื่องยนต์มีรอบสูงขึ้นทั้งที่ความเร็วรถไม่ได้เพิ่มตาม เพราะล้อหมุนฟรีบนชั้นน้ำ และท้ายรถรู้สึกลอยหรือส่ายเล็กน้อยราวกับพื้นถนนลื่นผิดปกติ
ควรทำอย่างไรถ้าเกิดขึ้น
หากรู้สึกว่ารถกำลังเหินน้ำ ให้ค่อย ๆ ถอนคันเร่งทันที ห้ามเบรกกะทันหันหรือหักพวงมาลัยแรง ๆ เด็ดขาด เพราะยางที่ไม่เกาะถนนจะตอบสนองผิดคาดและอาจทำให้รถหมุนหรือเสียการควบคุมรุนแรงกว่าเดิม ประคองพวงมาลัยให้ตรงไว้และรอจนรู้สึกว่ายางกลับมาเกาะถนนอีกครั้งจึงค่อยควบคุมความเร็วตามปกติ
หากรถมีระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (cruise control) เปิดใช้งานอยู่ ควรปิดก่อนขับผ่านพื้นที่ที่มีน้ำขังมาก เพราะระบบนี้ไม่สามารถรับรู้ได้ว่ายางกำลังลอยอยู่บนน้ำ และอาจพยายามเร่งความเร็วต่อในจังหวะที่อันตรายที่สุด
ลดความเสี่ยงก่อนออกเดินทาง
วิธีป้องกันที่ได้ผลที่สุดคือลดความเร็วเมื่อขับผ่านถนนเปียกหรือมีน้ำขัง โดยเฉพาะบริเวณที่รู้อยู่แล้วว่าระบายน้ำไม่ดี หลีกเลี่ยงการขับตามร่องล้อของรถคันหน้าที่อาจมีน้ำขังลึกกว่าจุดอื่น และเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากกว่าปกติเพราะระยะเบรกจะยาวขึ้นในสภาพถนนเปียก
ก่อนเข้าหน้าฝนหรือต้องเดินทางไกลช่วงฝนตก ควรตรวจดอกยางและลมยางให้พร้อมเสมอ อ่านรายการตรวจรถก่อนเดินทางเพิ่มเติมได้ที่ เช็กรถก่อนเดินทางไกล และดูแลรถหน้าฝนโดยรวมได้ที่ ดูแลรถหน้าฝน
คำถามที่พบบ่อย
ความเร็วเท่าไหร่ถึงเสี่ยงเหินน้ำ
ไม่มีตัวเลขตายตัวเพราะขึ้นกับความลึกของน้ำและสภาพยาง แต่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นชัดเจนเมื่อขับเร็วผ่านน้ำขังลึก จึงควรลดความเร็วเสมอในสภาพถนนเปียก
ยางใหม่ป้องกันเหินน้ำได้ 100% ไหม
ไม่สามารถป้องกันได้เต็มร้อย ยางดอกลึกช่วยรีดน้ำได้ดีกว่าและลดความเสี่ยง แต่ยังต้องอาศัยความเร็วและความระมัดระวังของผู้ขับร่วมด้วย
เหินน้ำเกิดกับล้อหน้าหรือล้อหลังมากกว่ากัน
มักเกิดกับล้อหน้าก่อนเพราะรับแรงกดและตัดผ่านน้ำเป็นคู่แรก แต่ล้อหลังก็เกิดได้เช่นกันหากสภาพน้ำและความเร็วรุนแรงพอ
ควรปิด cruise control เมื่อฝนตกเสมอไหม
แนะนำให้ปิดเมื่อขับผ่านถนนที่มีน้ำขังมาก เพราะระบบไม่สามารถรับรู้ภาวะเหินน้ำและอาจเร่งความเร็วในจังหวะที่ไม่ปลอดภัย
ลมยางอ่อนเพิ่มความเสี่ยงเหินน้ำจริงไหม
จริง ลมยางอ่อนทำให้หน้าสัมผัสยางเปลี่ยนรูปและรีดน้ำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ควรเช็กลมยางให้ตรงค่ากำหนดสม่ำเสมอ
ให้ร้านช่วยตรวจดอกยางก่อนหน้าฝนได้ไหม
ได้ แวะให้ทีมช่างตรวจความลึกดอกยางและลมยางก่อนเข้าหน้าฝนได้เลย สอบถามได้ที่ 086-445-1448
เช็กดอกยางให้พร้อมก่อนหน้าฝนมาถึง
ยางดอกลึกช่วยลดความเสี่ยงเหินน้ำได้มาก สอบถามราคาและบริการปัจจุบันได้ทางโทรศัพท์หรือ Facebook