
รถมีเสียงกึก ๆ เวลาเจอหลุม เกิดจากอะไร? 7 จุดช่วงล่างที่ควรตรวจ
ขับผ่านหลุมหรือรอยต่อถนนทีไร ได้ยินเสียง "กึก" หรือ "โครม" ดังขึ้นมาจากใต้ท้องรถทุกครั้ง ทั้งที่พวงมาลัยยังตรง เบรกได้ปกติ ไม่มีอาการอื่นให้สังเกตเห็น ลักษณะแบบนี้ทำให้คนขับหลายคนไม่แน่ใจว่าควรกังวลแค่ไหน เพราะรถยังขับได้เหมือนเดิมทุกอย่าง ต่างกันแค่เสียงที่ดังเป็นจังหวะเฉพาะตอนล้อกระแทกสิ่งกีดขวาง
เสียงกึกที่ดังเฉพาะตอนเจอหลุมมีจุดที่ต้องสงสัยแคบกว่าที่คิด เพราะเป็นเสียงที่เกิดจากชิ้นส่วนซึ่งรับแรงกระแทกในแนวตั้งหรือแนวข้างโดยตรง ต่างจากอาการช่วงล่างในภาพกว้าง เช่น รถเด้งนาน รถโคลงเข้าโค้ง หรือพวงมาลัยหลวมตลอดเวลา ซึ่งอาจมีสาเหตุกว้างกว่านี้มาก หากสนใจภาพรวมอาการช่วงล่างทั้งหมด อ่านเพิ่มเติมได้ที่ 10 อาการช่วงล่างรถยนต์มีปัญหา
บทความนี้จะพาไล่เรียง 7 จุดที่ช่างมักตรวจก่อนเป็นอันดับแรกเมื่อลูกค้าแจ้งว่า "มีเสียงกึกตอนเจอหลุม" พร้อมอธิบายว่าแต่ละจุดมีลักษณะเสียงต่างกันอย่างไร และช่างใช้วิธีไหนแยกว่าเสียงมาจากจุดไหนกันแน่ เพื่อให้เจ้าของรถอธิบายอาการได้ตรงจุดมากขึ้นเมื่อนำรถเข้าตรวจ
เสียงกึกเวลาเจอหลุมมักมาจาก 7 จุดหลัก ได้แก่ สตรัทเมาท์ ลูกหมากปีกนก บูชปีกนก ลิงค์เหล็กกันโคลง โช้คอัพที่ซีลรั่ว แหนบหรือสปริงที่จุดยึดหลวม และยางรองแท่นเครื่องหรือจุดยึดช่วงล่างอื่นที่หลวม แต่ละจุดมีตำแหน่งเสียงและจังหวะที่ได้ยินชัดต่างกัน การวินิจฉัยที่แม่นยำต้องยกรถขึ้นตรวจและทดสอบโยกชิ้นส่วนจริง ไม่สามารถฟันธงจากเสียงเพียงอย่างเดียวได้เสมอไป
สารบัญ
ทำไมเสียงกึกตอนเจอหลุมต้องแยกจากอาการช่วงล่างอื่น
ช่วงล่างมีจุดยึดและชิ้นส่วนเคลื่อนไหวหลายสิบจุด แต่ละจุดแสดงอาการต่างกันเมื่อเสื่อม บางจุดจะมีเสียงตอนเลี้ยวพวงมาลัยขณะจอดนิ่ง บางจุดจะทำให้รถเด้งค้างหลังผ่านหลุม บางจุดจะทำให้พวงมาลัยรู้สึกหลวมตลอดเวลาแม้ถนนเรียบ อาการเหล่านี้แต่ละแบบชี้ไปยังกลุ่มชิ้นส่วนคนละกลุ่มกัน
เสียงกึกที่ดังเฉพาะตอนล้อกระแทกหลุม รอยต่อถนน หรือลูกระนาด บอกช่างได้ทันทีว่าสาเหตุน่าจะอยู่ในชิ้นส่วนที่รับแรงกระแทกแนวตั้งหรือแรงบิดขณะยุบตัว จึงตัดกลุ่มอาการอื่นที่ไม่เกี่ยวกับแรงกระแทก เช่น ลูกปืนล้อหรือระบบบังคับเลี้ยวทิ้งไปได้ระดับหนึ่ง ทำให้เหลือกลุ่มที่ต้องตรวจแคบลงเหลือ 7 จุดตามที่จะอธิบายต่อไป
7 จุดช่วงล่างที่ทำให้เกิดเสียงกึกเวลาเจอหลุม
เรียงตามลำดับที่ช่างมักตรวจก่อน-หลัง โดยพิจารณาจากตำแหน่งเสียงและความถี่ที่พบในงานตรวจเช็กจริง
1. สตรัทเมาท์ (Strut Mount)
สตรัทเมาท์คือจุดยึดด้านบนของโช้คอัพเข้ากับตัวถังรถ ภายในมีตลับลูกปืนและยางรองรับแรงสั่นสะเทือน เมื่อยางส่วนนี้แข็งตัวหรือแตกร้าวตามอายุการใช้งาน จะเกิดเสียง "เป๊าะ" หรือ "กึก" ดังจากด้านบนของซุ้มล้อ มักได้ยินชัดตอนเจอหลุมพร้อมกับหมุนพวงมาลัยเล็กน้อย เช่น เข้าโค้งช้า ๆ แล้วเจอรอยต่อถนนพอดี
วิธีที่ช่างตรวจคือยกรถขึ้นให้ล้อลอยพ้นพื้น จับที่ตัวสตรัทแล้วโยกและหมุนดูระยะฟรี หรือทดสอบด้วยการดันตัวรถลงแล้วปล่อยพร้อมฟังเสียงบริเวณเมาท์โดยตรง ถ้าตลับลูกปืนในเมาท์สึก จะรู้สึกถึงความฝืดหรือมีเสียงกรอบแกรบขณะหมุนพวงมาลัยสุดร่วมด้วย
2. ลูกหมากปีกนก (Ball Joint)
ลูกหมากปีกนกเป็นข้อต่อทรงกลมที่ยอมให้ปีกนกขยับขึ้นลงพร้อมล้อได้ เมื่อลูกหมากสึกจนมีระยะฟรีเกินกำหนด จะเกิดเสียง "เป๊าะแป๊ะ" ที่หนักแน่นกว่าสตรัทเมาท์ ดังจากด้านล่างใกล้ล้อ โดยเฉพาะตอนเจอหลุมแรง ๆ หรือขับผ่านพื้นผิวขรุขระต่อเนื่อง บางครั้งจะรู้สึกถึงแรงสะเทือนที่พวงมาลัยร่วมกับเสียงด้วย
ช่างตรวจลูกหมากด้วยการยกรถให้ล้อลอย จับล้อที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกาและ 6 นาฬิกาแล้วโยกเข้า-ออก สังเกตระยะฟรีที่ข้อต่อ หรือใช้ชะแลงงัดบริเวณลูกหมากเบา ๆ ขณะให้อีกคนสังเกตระยะขยับ ถ้าลูกหมากมีระยะฟรีมากเกินไป ถือเป็นจุดที่ต้องพิจารณาซ่อมค่อนข้างเร่งด่วน เพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของล้อโดยตรง
3. บูชปีกนก (Control Arm Bushing)
บูชปีกนกเป็นยางที่คั่นระหว่างปีกนกกับจุดยึดตัวถัง ทำหน้าที่ลดแรงสั่นสะเทือนไม่ให้ส่งตรงเข้าห้องโดยสาร เมื่อบูชฉีกหรือยางเสื่อมจนเกิดระยะฟรี จะเกิดเสียง "กึก" ที่ฟังดูทื่อกว่าลูกหมาก มักมาพร้อมความรู้สึกว่ารถหลวมเวลาเข้าโค้งหรือเปลี่ยนเลนร่วมด้วย จุดนี้เป็นสาเหตุที่พบบ่อยไม่แพ้ลูกหมากปีกนก แต่รายละเอียดการตรวจสอบและการตัดสินใจซ่อมมีความซับซ้อนพอสมควร จึงแยกอธิบายไว้เต็มบทความที่ บูชปีกนกเสียมีอาการอย่างไร ขับต่อได้ไหมและควรเปลี่ยนเมื่อไหร่
4. เหล็กกันโคลงและลิงค์กันโคลง (Sway Bar End Link)
เหล็กกันโคลงทำหน้าที่ควบคุมการเอียงตัวของรถ โดยมีลิงค์เล็ก ๆ ยึดปลายทั้งสองข้างเข้ากับปีกนกหรือช่วงล่าง เมื่อลิงค์นี้หลวมหรือลูกยางแตก จะเกิดเสียง "กรอบแกรบ" สลับกับ "กึก" เป็นจังหวะถี่ ๆ เวลาขับผ่านถนนขรุขระต่อเนื่อง ต่างจากจุดอื่นตรงที่ไม่ค่อยสัมพันธ์กับการเลี้ยวพวงมาลัยมากนัก และมักดังสลับซ้ายขวาตามจังหวะที่ล้อแต่ละข้างกระแทกพื้นไม่เท่ากัน
วิธีตรวจคือจับปลายลิงค์กันโคลงแล้วโยกดูระยะฟรี หรือใช้มือดันเหล็กกันโคลงตรงจุดยึดกับตัวถังขณะรถจอดนิ่ง ลิงค์กันโคลงเป็นชิ้นส่วนขนาดเล็กที่มีราคาไม่สูงเมื่อเทียบกับจุดอื่นในลิสต์นี้ แต่ถ้าปล่อยหลวมนานเกินไปอาจทำให้เหล็กกันโคลงหรือจุดยึดข้างเคียงสึกหรอตามไปด้วย
5. โช้คอัพที่ซีลรั่วหรือลูกยางแตก
โช้คอัพที่เริ่มเสื่อมมักไม่ได้ทำให้เกิดเสียงกึกทันที แต่เมื่อซีลภายในรั่วมากจนกระบอกสูบไม่มีแรงต้านเพียงพอ หรือลูกยางบุชที่ปลายโช้คแตก จะเกิดเสียง "โครม" ที่หนักหน่วงกว่าจุดอื่น มาพร้อมความรู้สึกรถเด้งขึ้นลงต่อเนื่องหลายจังหวะกว่าจะนิ่ง จุดสังเกตที่ต่างจาก 4 จุดข้างต้นคือมักมีคราบน้ำมันซึมให้เห็นบริเวณตัวกระบอกโช้คด้วยตาเปล่า
ช่างตรวจโดยดูคราบรั่วรอบตัวโช้คก่อน จากนั้นทดสอบกดมุมรถแต่ละมุมลงเบา ๆ แล้วปล่อย สังเกตว่ารถเด้งกลับแล้วนิ่งภายในหนึ่งจังหวะหรือยังเด้งต่อเนื่อง หากสงสัยว่าโช้คอัพเป็นสาเหตุหลัก อ่านรายละเอียดสัญญาณและวิธีทดสอบเพิ่มเติมได้ที่ โช้คอัพเสื่อม เปลี่ยนตอนไหน ต้องเปลี่ยนเป็นคู่จริงไหม
6. แหนบหรือสปริงและจุดยึด
จุดนี้พบบ่อยเป็นพิเศษในรถกระบะที่ใช้ระบบแหนบด้านหลัง เมื่อแป้นรัดแหนบ (U-bolt) เริ่มหลวม หรือบูชแหนบสึกจนแผ่นแหนบขยับเสียดสีกันเอง จะเกิดเสียง "โครมแคร่ง" แบบโลหะกระทบโลหะ ดังชัดเจนเป็นพิเศษตอนบรรทุกของหนักแล้วเจอหลุมหรือทางขรุขระ ต่างจากรถเก๋งที่ใช้สปริงคอยล์ ซึ่งถ้าจุดยึดสปริงหลวมมักเกิดเสียง "กึก" สั้น ๆ แทน
ช่างตรวจโดยยกรถขึ้นแล้วสังเกตช่องว่างระหว่างแผ่นแหนบแต่ละชั้น ลองใช้ชะแลงงัดเบา ๆ ที่จุดยึดแป้นรัด หากมีระยะขยับผิดปกติหรือได้ยินเสียงเสียดสีขณะโยก แสดงว่าจุดยึดเริ่มหลวมและควรตรวจแรงขันน็อตแป้นรัดให้ได้มาตรฐานอีกครั้ง
7. ยางรองแท่นเครื่องหรือจุดยึดช่วงล่างอื่นที่หลวม
ยางรองแท่นเครื่องไม่ได้อยู่ในระบบช่วงล่างโดยตรง แต่เป็นสาเหตุที่ช่างมักตรวจปิดท้าย เพราะเสียงที่เกิดขึ้นคล้ายเสียงช่วงล่างมาก เมื่อยางรองแท่นเครื่องฉีกหรือเสื่อม เครื่องยนต์จะขยับมากกว่าปกติเวลาเจอหลุมพร้อมเร่งเครื่องหรือเข้าเกียร์ ทำให้เกิดเสียง "โครม" พร้อมแรงสั่นที่รู้สึกได้ถึงห้องโดยสาร บางครั้งดังชัดกว่าตอนเกียร์ว่างกับตอนเข้าเกียร์ต่างกันชัดเจน
ช่างแยกจุดนี้ออกจากช่วงล่างด้วยการสตาร์ทเครื่องแล้วใส่เกียร์เดินหน้าและถอยหลังสลับกันขณะเหยียบเบรกไว้ สังเกตว่าเครื่องยนต์ขยับมากผิดปกติหรือไม่ ร่วมกับการยกรถตรวจแท่นเครื่องแต่ละจุดโดยตรง เพราะบางครั้งเจ้าของรถเข้าใจผิดว่าเป็นช่วงล่างทั้งที่ต้นเหตุจริงอยู่ที่ห้องเครื่อง
ตารางสรุปลักษณะเสียงแต่ละจุด
ตารางนี้ช่วยให้เทียบลักษณะเสียงคร่าว ๆ ก่อนเข้าร้าน แต่การยืนยันสาเหตุที่แน่ชัดยังต้องอาศัยการตรวจจริงโดยช่าง เพราะเสียงจากหลายจุดอาจคล้ายกันจนแยกด้วยหูอย่างเดียวได้ยาก
| จุดที่สงสัย | ตำแหน่งเสียง | ลักษณะเสียง | ดังชัดที่สุดตอนไหน |
|---|---|---|---|
| สตรัทเมาท์ | ด้านบนซุ้มล้อ | เป๊าะ หรือกึกเบา | เจอหลุมพร้อมหมุนพวงมาลัยเล็กน้อย |
| ลูกหมากปีกนก | ด้านล่างใกล้ล้อ | เป๊าะแป๊ะ หนักแน่น | เจอหลุมแรงหรือถนนขรุขระต่อเนื่อง |
| บูชปีกนก | บริเวณจุดยึดปีกนกกับตัวถัง | กึก ทื่อ หน่วง | เจอหลุมร่วมกับเข้าโค้งหรือเปลี่ยนเลน |
| ลิงค์กันโคลง | ข้างเหล็กกันโคลง | กรอบแกรบสลับกึกถี่ | ถนนขรุขระต่อเนื่อง ไม่สัมพันธ์กับเลี้ยว |
| โช้คอัพซีลรั่ว | ตัวกระบอกโช้ค | โครม หนักหน่วง | เจอหลุมแล้วรถเด้งต่อเนื่องหลายจังหวะ |
| แหนบหรือจุดยึด | ใต้ท้องรถบริเวณเพลาหลัง | โครมแคร่ง โลหะกระทบกัน | บรรทุกของหนักแล้วเจอหลุม |
| ยางรองแท่นเครื่อง | ห้องเครื่อง ส่งเสียงมาถึงห้องโดยสาร | โครมพร้อมแรงสั่น | เจอหลุมพร้อมเร่งเครื่องหรือเข้าเกียร์ |
ข้อมูลที่ควรสังเกตก่อนเข้าร้าน
การจดจำรายละเอียดของเสียงก่อนนำรถเข้าตรวจ ช่วยให้ช่างยกรถขึ้นแล้วตรวจแบบเจาะจงจุดได้เร็วขึ้น แทนที่จะต้องไล่ตรวจทุกจุดตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะถ้าเสียงยังไม่ดังบ่อยหรือดังเบามาก
- เสียงดังจากด้านหน้าหรือด้านหลังของรถ ฝั่งซ้ายหรือฝั่งขวา
- เสียงดังเฉพาะตอนเจอหลุมเดี่ยว ๆ หรือดังต่อเนื่องตอนขับผ่านถนนขรุขระเป็นช่วง
- เสียงดังพร้อมกับหมุนพวงมาลัยหรือดังโดยไม่เกี่ยวกับพวงมาลัยเลย
- รู้สึกถึงแรงสั่นที่พวงมาลัยหรือพื้นรถร่วมกับเสียงหรือไม่
- เสียงเปลี่ยนไปตอนบรรทุกของหนักหรือมีผู้โดยสารเต็มคันหรือไม่
- เพิ่งตกหลุมแรง ๆ หรือชนขอบทางเท้าก่อนเริ่มมีเสียงหรือไม่
เสียงกึกที่ดังเฉพาะตอนเจอหลุมบางครั้งมาจากจุดยึดที่หลวมมากจนใกล้หลุด เช่น น็อตแป้นรัดแหนบหรือลูกหมากปีกนกที่สึกจนเกือบหลุด ซึ่งกระทบความมั่นคงของล้อโดยตรง ไม่ควรวินิจฉัยเองด้วยการงัดหรือถอดชิ้นส่วนโดยไม่มีความชำนาญ และไม่ควรฝืนขับทางไกลหากเสียงเริ่มถี่ขึ้นหรือดังหนักขึ้นเรื่อย ๆ ควรให้ช่างยกรถขึ้นตรวจโดยตรงก่อนเดินทาง
คำถามที่พบบ่อย
เสียงกึกตอนเจอหลุม อันตรายแค่ไหน ขับต่อได้ไหม
ขึ้นอยู่กับจุดที่เป็นสาเหตุ บางจุดอย่างสตรัทเมาท์หรือลิงค์กันโคลงอาจยังขับได้ในระยะสั้นแต่ควรรีบตรวจ ส่วนบางจุดอย่างลูกหมากปีกนกที่หลวมมากหรือแป้นรัดแหนบที่คลายตัว ควรให้ช่างตรวจโดยเร็วเพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของล้อโดยตรง
เสียงกึกจากสตรัทเมาท์กับลูกหมากปีกนก ต่างกันอย่างไร
สตรัทเมาท์มักดังจากด้านบนของซุ้มล้อ เป็นเสียงเป๊าะเบา ๆ ที่ชัดขึ้นเมื่อหมุนพวงมาลัยร่วมด้วย ส่วนลูกหมากปีกนกดังจากด้านล่างใกล้ล้อ เป็นเสียงหนักแน่นกว่าและมักดังชัดตอนเจอหลุมแรง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องหมุนพวงมาลัย
ลองสังเกตเองที่บ้านได้ไหมว่าจุดไหนหลวม
สังเกตเบื้องต้นได้จากตำแหน่งและจังหวะของเสียงตามตารางในบทความนี้ แต่การยืนยันจุดที่แท้จริงต้องยกรถขึ้นและโยกชิ้นส่วนแต่ละจุดดูระยะฟรี ซึ่งควรให้ช่างที่มีอุปกรณ์ยกรถเป็นผู้ตรวจให้แน่ใจ
ถ้าเจอหลุมแรงครั้งเดียวแล้วเริ่มมีเสียง ต้องรีบตรวจไหม
ควรรีบตรวจ เพราะการตกหลุมแรงอาจทำให้จุดยึดหรือลูกหมากเกิดความเสียหายทันทีแม้ก่อนหน้านี้ยังไม่มีอาการ การปล่อยไว้โดยไม่ตรวจอาจทำให้ชิ้นส่วนที่เสียหายแล้วหลวมมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามการใช้งาน
เสียงกึกเกิดเฉพาะตอนบรรทุกของหนักในรถกระบะ เป็นอะไร
มักเกี่ยวข้องกับแหนบหรือจุดยึดแหนบ เพราะน้ำหนักบรรทุกที่เพิ่มขึ้นทำให้แรงกระแทกที่จุดยึดมากขึ้นตามไปด้วย หากรถกระบะใช้บรรทุกหนักเป็นประจำ ควรตรวจสภาพแหนบและแป้นรัดถี่กว่ารถที่ใช้งานเบา
ถ้าเปลี่ยนแค่จุดที่มีเสียงจุดเดียว พอไหมหรือควรตรวจทั้งชุด
ควรให้ช่างตรวจชิ้นส่วนข้างเคียงร่วมด้วย เพราะชิ้นส่วนที่อยู่ใกล้กันมักรับภาระร่วมกันและสึกในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน การตรวจแค่จุดที่มีเสียงชัดที่สุดอาจพลาดจุดอื่นที่เริ่มหลวมแต่ยังไม่ส่งเสียงชัดเจน
บูชปีกนกกับจุดอื่นในลิสต์นี้ต่างกันอย่างไร
บูชปีกนกให้เสียงกึกที่ฟังดูทื่อและมักมาพร้อมความรู้สึกรถหลวมเวลาเข้าโค้ง ต่างจากลูกหมากที่เสียงหนักแน่นกว่าและสตรัทเมาท์ที่เสียงเบากว่า รายละเอียดอาการและวิธีตรวจบูชปีกนกอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ บูชปีกนกเสียมีอาการอย่างไร
ได้ยินเสียงกึกตอนเจอหลุม ให้ช่างยกรถตรวจแยกจุดให้แน่ใจ
แจ้งตำแหน่งและจังหวะเสียงที่สังเกตได้ให้ช่างฟัง เพื่อตรวจเช็กและแจ้งรายละเอียดก่อนเริ่มงาน สอบถามราคาได้ทั้งทางโทรศัพท์และ Facebook